ประเทศญี่ปุ่น


ประเทศ: 
ญี่ปุ่น

 

ข้อมูลทั่วไป

 

ญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本 Nihon/Nippon นิฮง/นิปปง ?) มีชื่อทางการคือประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本国 Nihon-koku/Nippon-koku นิฮงโกะกุ/นิปปงโกะกุ ?) เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอคอตสค์ เป็นเส้นแบ่งแดน ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย

ญี่ปุ่นมีเนื้อที่กว่า 377,930 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอันดับที่ 61 ของโลก[7] หมู่เกาะญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮนชู ฮกไกโด คีวชู และชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ เช่นภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เป็นต้น ประชากรของญี่ปุ่นนั้นมีมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก คือประมาณ 128 ล้านคน[8] เมืองหลวงของญี่ปุ่นคือกรุงโตเกียว ซึ่งถ้ารวมบริเวณปริมณฑลเข้าไปด้วยแล้วจะกลายเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีประชากรอยู่อาศัยมากกว่า 30 ล้านคน

สันนิษฐานว่ามนุษย์มาอาศัยในญี่ปุ่นครั้งแรกตั้งแต่ยุคหินเก่า การกล่าวถึงญี่ปุ่นครั้งแรกปรากฏขึ้นในบันทึกของราชสำนักจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากจีนในหลายด้าน เช่นภาษา การปกครองและวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จึงทำให้ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นมาจนปัจจุบัน อีกหลายศตวรรษต่อมา ญี่ปุ่นก็รับเอาเทคโนโลยีตะวันตกและนำมาพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าและมีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออก หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองโดยการใช้รัฐธรรมนูญใหม่ใน พ.ศ. 2490

ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ โดยมีจีดีพีสูงเป็นอันดับสองของโลก ญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จี 8 โออีซีดี และเอเปค และมีความตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ ญี่ปุ่นมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี และยังเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี เครื่องจักร และหุ่นยนต์

 

 

 

ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะประเทศญี่ปุ่นสามารถแบ่งเขตของภูมิอากาศได้ 6 เขต คือ

  • ฮอกไกโด: เหนือสุดของประเทศ มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี
  • ทะเลญี่ปุ่น: ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลทางฝากตะวันตกของญี่ปุ่น ในช่วงฤดูหนาวมีหิมะตกมาก และในข่วงฤดูร้อนอากาศจะเย็นกว่าฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก
  • ที่สูงตอนกลาง: อุณหภูมิระหว่างฤดูและกลางวันกลางคืนมีความแตกต่างมาก
  • ทะเลเซะโตะ: มีอากาศชื้นตลอดทั้งปี
  • ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก: ตั้งอยู่ชายฝั่งมหาสมุทรทางตะวันออกของประเทศ ในฤดูหนาวมีอากาศที่หนาวเย็นแต่ไม่ค่อยมีหิมะตก ในฤดูร้อนมีอากาศร้อนและชื้น
  • หมู่เกาะตะวันตกเฉียงใต้: หมู่เกาะริวกิวมีอุณหภูมิกึ่งเขตร้อน คืออุ่นในฤดูหนาวและร้อนในฤดูร้อน มีฝนตกมากและมีไต้ฝุ่นผ่านมาในช่วงเปลี่ยนฤดูฤดูฝนหลักเริ่มต้นขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคมที่โอะกินะวะ และจึงค่อยๆไต่ขึ้นไปจนถึงฮอกไกโดในปลายเดือนกรกฎาคม บนเกาะฮอนชูฤดูฝนจะเริ่มในกลางเดือนของเดือนมิถุนายน มีระยะเวลาประมาณเดือนครึ่ง ส่วนอีกช่วงที่มีฝนตกคือช่วงเปลี่ยนฤดูระหว่างฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูร้อน และฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ร่วง

 

 

 

 

ประวัติศาสตร์

 

 
   
ชนเผ่าดั้งเดิมจูมง

ยุคเริ่มอารยธรรมญี่ปุ่น
ยุคโคะฮุง ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 7 เป็นยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มมีการ ปกครองแบบราชวงศ์ซึ่งศูนย์กลางการปกครองนั้นอยู่บริเวณเขตคันไซของประเทศ เมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแพร่จากคาบสมุทรเกาหลี มาสู่หมู่เกาะ ญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษ ที่ 5 ชนชั้นระดับปกครองของญี่ปุ่นใน ขณะนั้นก็ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเจ้าชายโชโตะกุ พระองค์ได้สนับสนุนพระพุทธศาสนาอย่างมาก ถึงกับสร้าง วัด หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น เช่น วัดชิเทนโนจิิปัจจุบันตั้งอยู่ใน โอซาก้า วัดตามแบบพุทธศาสนาแห่งแรก วัดโฮลิวจ (ปัจจุบัน อยู่ในจังหวัดนารา) เป็นต้น นอกจากนั้นเพื่อให้ประเทศ อยู่ด้วย ความสงบ ระองค์ได้ทรงประกาศใช้กฎหมาย17 มาตราซึ่ง เป็นกฎหมายญี่ปุ่นฉบับแรก อีกด้วย ยุคนารา ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8 เป็นยุคแรกที่มีการก่อตัว เป็นอาณาจักรที่แข็งแรงของประเทศญี่ปุ่น มีระบบ การปก ครองอย่างมีระบบ ให้เห็นได้อย่างขัดเจนโดยการนำระบอบการปกครองมาจาก จีนแผ่นดินใหญ่ศูนย์กลาง การปก ครองในขณะนั้นก็คือ เฮโจวเกียว

บันทึกทางโบราณครั้งแรกที่ปรากฏชื่อเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นคือ หนังสือจีนราชวงศ์ฮั่นเมื่อปี พ.ศ. 600
(ค.ศ. 57) ซึ่งชาวญีปุ่นถูกเรียกว่าพวก วาและประกอบไปด้วยชนเผ่ากว่า 1,000 เผ่า ตามบันทึกของจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่3อาณาจักรที่ทรงอำนาจมากที่สุดในญี่ปุ่นคืออาณาจักรที่มีชื่อว่ายะมะไทโคกุ ซึ่งปกครองด้วยราชินีฮิมิโกะซึ่งกษัตรีพระองค์นี้ได้เคยส่งคณะทูตไปยังประเทศจีนผ่านทางเกาหลีด้วยคาดกันว่า ประเทศ ญี่ปุ่นเริ่มใช้ชื่อประเทศว่า"นิฮง (Nihon)" ครั้งแรก ในช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยพบหลักฐานในหนังสือของสาสน์ ของทูตในปี พ.ศ. 1244 (ค.ศ. 701) ความหมายของคำว่า นิฮง มาจากการถือว่า เป็นต้นกำเนิดของพระอาทิตย์เมื่อ มองจากแผ่นดินใหญ่ของจีน และโดยการทูตแล้ว ในสมัยนั้นถือว่าญี่ปุ่นมีฐานะเท่าเทียมกับแผ่นดินใหญ่
 
 
   
ตัวอักษร ฮิรางานะ

ยุคเริ่มอารยธรรมญี่ปุ่น
ยุคโคะฮุง ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 7 เป็นยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มมีการปกครองแบบราชวงศ์ซึ่งศูนย์กลางการปกครองนั้นอยู่บริเวณเขตคันไซของประเทศเมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแพร่จากคาบสมุทรเกาหลี มาสู่หมู่เกาะญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ชนชั้นระดับปกครองของญี่ปุ่นในขณะนั้นก็ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเจ้าชายโชโตะกุ พระองค์ได้สนับสนุนพระพุทธศาสนาอย่างมาก ถึงกับสร้างวัดหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น เช่น วัดชิเทนโนจิิ(ปัจจุบันตั้งอยู่ในโอซาก้า วัดตามแบบพุทธศาสนาแห่งแรก วัดโฮลิวจิ(ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนารา) เป็นต้น นอกจากนั้นเพื่อให้ประเทศอยู่ด้วยความสงบ พระองค์ได้ทรงประกาศใช้กฎหมาย17 มาตรา ซึ่งเป็นกฎหมายญี่ปุ่นฉบับแรกอีกด้วยยุคนารา ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8 เป็นยุคแรกที่มีการก่อตัวเป็นอาณาจักรที่แข็งแรงของประเทศญี่ปุ่น มีระบบการปกครองอย่างมีระบบให้เห็นได้อย่างขัดเจนโดยการนำระบอบการปกครองมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ศูนย์กลางการปกครองในขณะนั้นก็คือ เฮโจวเกียว

หรือบริเวณตัวเมืองนะระในปัจจุบัน หลังจากนั้นได้ย้ายมาที่ เมืองนะงะโอะกะ และ เฮอังเกียว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโตเกียว ตามลำดับ เมืองหลวงที่มีระยะเวลานานที่สุดก็คือ เฮอังเกียว ซึ่งได้เป็นเมืองหลวงของประเทศนานถึง 1,074 ปีซึ่งเรียกยุคตั้งแต่สถาปนาเมืองหลวงเฮอังเกียวจนถึงการตั้ง บะกุฮุหรือ ค่ายรัฐบาล ว่า ยุคเฮอังวัดคิงงะกุจิ ในเมืองเกียวโต อันอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น เป็นที่พำนักของโชกุนในยุคมุโระมะจิ ระหว่างปี พ.ศ. 1337 (ค.ศ. 794) จนถึง ปี พ.ศ. 1728 ซึ่งเป็น ยุคเฮอังนั้น ถือได้ว่าเป็นยุคทองของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นยุคสมัยที่เริ่มมีการปรากฏของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีน และของตนเอง สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดมากที่สุดคือ การประดิษฐ์ตัวอักษรฮิรางานะ ซึ่ง ทำให้เกิดวรรณกรรมที่แต่งโดยตัวอักษรนี้เป็นจำนวนมาก เช่นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ได้มีการแต่งนวนิยายเรื่องนิทานเกนจิขึ้น ซึ่งเป็นนิยายที่บรรยายเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การปกครองของตระกูลฟุจิวะระ นอกจากนั้นนวนิยายเรื่องนี้ยังเป็นนวนิยายที่เก่าแก่รองจากนวนิยายสาม อาณาจักรของเกาหลีที่ยังมีให้เห็นในโลกอยู่อีกด้วย 
 
 
   
โชกุน

ยุคศักดินา
ยุคศักดินาญี่ปุ่นเริ่มจากการมีอำนาจการปกครองเหนือชนชั้นปกครองเดิมในญี่ปุ่นซึ่งก็คือชนชั้นราชวงศ์ ซึ่งสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 1728 (ค.ศ. 1185) ตามมาด้วยการพ่ายแพ้ของตระกูลไทระ ที่เสียให้แก่ มินะโมะโตะ โนะ โยะริโตะโมะ ซึ่งหลังจากนั้นเขาได้แต่งตั้งตนเองเป็นโชกุน และสร้าง บะกุฮุ หรือ ค่ายทหารในเมืองคะมะกุระยุคนี้เราเรียกว่าเป็น ยุคคะมะกุระ หลังจากการเสียชีวิตของโชกุนโยะริโตะโมะ ตระกูลโฮโจ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตระกูลโชกุนตระกูลใหมหลังจากการรุกรานของมองโกลครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 1824(ค.ศ. 1281) ในปี พ.ศ. 1876 (ค.ศ. 1333) คะมะกุระบะกุฮุก็ได้สูญเสียอำนาจให้แก่ อะชิกะงะ ทะกะอุจิ ซึ่งเขาได้ย้ายบะกุฮุไปตั้งไวความสงบหลายร้อยปี ในช่วงปลายศตวรรษที่16ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเพราะบรรดาขุนนางที่หัวเมืองต่างทำสงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่

แผ่นดินญี่ปุ่นจึงเข้าสู่ยุคสงครามกลางเมือง หรือที่รู้จักกันว่ายุคเซงโงะกุ สงครามดำเนินอยู่หลายสิบปี จนเมื่อปี พ.ศ. 2133 (ค.ศ. 1590) โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ได้สามารถปราบปรามบ้านเมืองให้สงบลงได้ หลังจากได้รวบรวมบ้านเมืองเสร็จ โทโยโตมิมีความคิดที่จะบุกคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเขาได้ทำการบุกถึง 2 ครั้ง จนเมื่อเขาเสียชีวิตลง โตกุงาวะ อิเอยะสึ ได้จัดการรวบรวมประเทศใหม่ และตั้งรัฐบาลใหม่ที่ เมืองเอโดะ ซึ่งรู้จักดีในชื่อยุคว่า ยุคเอโดะ 
 
 
   
พระจักรพรรดิเมจิ

สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิจนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้ใช้ชื่อประเทศว่า "จักรวรรดิญี่ปุ่น" โดยมีจักรพรรดิเป็นประมุข ในยุคนี้ญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเหนือประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียมาก และยังได้ขยายอาณาเขตของประเทศออกไปอย่างกว้างขวาง โดยสามารถยึดครองดินแดนบางส่วนของประเทศจีน และดินแดนของจักรวรรดิเกาหลีทั้งหมด พร้อมทั้งล้มล้างราชวงศ์ลีของเกาหลีและจัดการปกครองโดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำสงครามกับรัสเซียเพื่อแย่งชิงดินแดนแมนจูเรียในคาบสมุทรเหลียวตุงจนได้รับชัยชนะทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติมหาอำนาจทางทหารที่สำคัญในซีกโลกตะวันออก ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เสริมสร้างอำนาจทางการทหารให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเข้าเป็นชาติสมาชิกของมหาอำนาจฝ่ายอักษะ ต่อมาจึงได้เปิดฉากสงครามในแถบเอเชียแปซิฟิก

(ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ สงครามมหาเอเชียบูรพา) ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 โดยการโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ และการยาตราทัพเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบสายฟ้าแลบ ตลอดสงครามครั้งนั้น ญี่ปุ่นสามารถยึดครองประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทั้งหมด แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้แก่สหรัฐอเมริกาในการรบทางน้ำในมหาสมุทร แปซิฟิกตั้งแต่ พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยง่าย ฝ่ายสหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใช้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตามลำดับ ญี่ปุ่นจึงประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน  
 
วัฒนธรรมและประชากร

วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีวิวัฒนาการมายาวนานตั้งแต่วัฒนธรรมยุคโจมงซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศ จนถึงวัฒนธรรมผสมผสานร่วมสมัยซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นมีทั้งงานฝีมือ เช่น อิเกะบะนะ (การจัดดอกไม้) โอะริงะมิ อุกิโยะ-เอะ[135] ตุ๊กตา เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา การแสดง เช่น คะบุกิ โน บุนระกุ[135] ระกุโงะ และประเพณีต่าง ๆ เช่น การละเล่น พิธีชงชา ศิลปการต่อสู้ สถาปัตยกรรม การจัดสวน ดาบ และอาหาร การผสมผสานระหว่างภาพพิมพ์กับศิลปะตะวันตก นำไปสู่การสร้างสรรค์มังงะหรือหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมทั้งในและนอกญี่ปุ่น[136] แอนิเมชันที่ได้รับอิทธิพลมาจากมังงะเรียกว่า อะนิเมะ วงการเกมคอนโซลของญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองอย่างมากตั้งแต่ พ.ศ. 2523
จากการสำรวจประชากรในปี 2005 ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 127.77 ล้านคน[115] ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาและมีวัฒนธรรมที่เหมือนกัน โดยมีชาวต่างชาติ เช่นชาวเกาหลี จีน บราซิล ฟิลิปปินส์ และชาติอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 1.2 ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่[116] เชื้อชาติส่วนใหญ่คือเชื้อสายชาวยะมะโตะ และมีชนกลุ่มน้อยเช่นชาวไอนุและชาวริวกิว รวมทั้งชนกลุ่มน้อยทางสังคมที่เรียกว่าบุระกุ[117]ประชากรญี่ปุ่นมีอายุคาดหมายเฉลี่ยประมาณ 82.07 ปี จึงนับเป็นประเทศที่มีประชากรอายุยืนยาวที่สุดประเทศหนึ่งในโลก[118] โครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเด็กที่เกิดมาในยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลกเริ่มเข้าสู่วัยชรา ในขณะที่อัตราการเกิดตั้งแต่ พ.ศ. 2532 มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ[119] จึงทำให้จำนวนประชากรค่อย ๆ ลดลง (มีการประมาณว่าจะลดลงต่ำกว่า 100 ล้านคนในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25[119]) ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (ในปี 2005 ประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีมากถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด[120]) การที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปทำให้เกิดปัญหาสังคมหลายอย่าง เช่นปัญหาแรงงานที่ลดลง และภาระเงินบำนาญของคนหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น[121]จากการสำรวจพบว่าคนญี่ปุ่นร้อยละ 51.8 ระบุว่าตนไม่มีศาสนา[122] ศาสนาในญี่ปุ่นถูกผสมผสานจนทำให้พิธีกรรมทางศาสนานั้นมีความหลากหลาย เช่นพ่อแม่พาลูกไปศาลเจ้าชินโตเพื่อทำพิธีชิจิ-โกะ-ซัน แต่งงานในโบสถ์คริสต์และฉลองในวันคริสต์มาส จัดงานศพแบบพุทธ และบูชาบรรพบุรุษแบบขงจื๊อ นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นพุทธศตววรษที่ 25 มีลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายเช่นลัทธิเทนริเกียว และลัทธิโอมชินริเกียว

 
สภาพภูมิอากาศ

กล่าวโดยทั่ว ๆ ไป ญี่ปุ่นมีภูมิอากาศแบบเขตอบอุ่น
ฤดูกาลแบ่งออกเป็น 4 ฤดูคือ
ฤดูหนาว ประมาณเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์
ฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคม
ฤดูร้อน ประมาณเดือนมิถุนายน - สิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนกันยายน - พฤศจิกายน
ฤดูใบไม้ผลิ(ฮารุ)ในญี่ปุ่นเป็นฤดูซึ่งเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาโดยมีสัญลักษณ์ คือ การบานเป็นสีชมพูอ่อนของดอกซากุระบนกิ่งต้นซากุระและการบานของดอกอะซาเลียในทุ่งและเนินเขา ทิวทัศน์สีเขียวอันงดงามทั่วเนินเขาช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมเสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่นมีอากาศที่สบาย น่าอยู่อาศัย ต้นไม้เริ่มผลิดอกออกใบ ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิมีดอกซากุระบานสะพรั่ง ไล่จากคิวชูไปจนถึงฮอกไกโดเป็นที่สุดท้าย
ฤดูร้อน (นัตซึ) เมื่อฤดูฝนจบสิ้นลงและฤดูร้อนมาถึง ทิวทัศน์ประเทศญี่ปุ่นจะปกคลุมไปด้วยแสงสว่างสดใส ชายหาด แม่น้ำและพื้นที่ริมน้ำอื่น ๆ จะอึกทึกไปด้วยผู้คนซึ่งหลบร้อนไปหาอากาศเย็น และก็มีผู้คนจำนวนมากไปเที่ยวเนินเขาและทุ่ง ซึ่งปกคลุมไปด้วยโทนสีเขียวสดใส ฤดูกาลนี้ยังสามารถเพลิดเพลินกับดอกไม้ไฟอันสวยงามในท้องฟ้ายามค่ำคืนและการเต้นรำโบงโอโคริอีกด้วย
ฤดูใบไม้ร่วง (อะกิ)ใบไม้เปลี่ยนสีและหมู่เกาะญี่ปุ่นจากเหนือจรดใต้จะถูกปกคลุมด้วยสีของธัญพืชที่สุกงอมรอการเก็บเกี่ยวอากาศอันเย็นสบายของฤดูใบไม้ร่วงเหมาะสมสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การเดินเขา งานกีฬาสี เทศกาลเจ็ด-ห้า-สาม และกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งถูกจัดช่วงนี้ช่วยเน้นย้ำถึงธรรมชาติอันสมบูรณ์และประเพณีของญี่ปุ่น
ฤดูหนาว (ฟุยุ)ดอกไม้และสัตว์จะจำศีลในช่วงอากาศที่หนาวจัด แต่ในฤดูกาลนี้ธรรมชาติก็ได้สร้างทิวทัศน์อันสวยงามซึ่งไม่สามารถที่จะหาดูได้ในฤดูกาลอื่น และในฤดูกาลนี้ยังเต็มไปด้วยการเพลิดเพลินกับอาหารจานร้อนหลากหลายชนิด , น้ำพุร้อน , สกี และการฉลองวันขึ้นปีใหม่อีกด้วย
ช่วงที่มีฝนตกมากที่สุดอยู่ในเดือนมิถุนายน ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม
ช่วงที่มีพายุไต้ฝุ่นจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน
ช่วงที่ร้อนที่สุดคือเดือนสิงหาคม

 
ภาษา

ประชากรมากกว่าร้อยละ 95 ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก  ภาษาญี่ปุ่นมีวิธีการผันคำกริยาและคำศัพท์ที่แสดงถึงสถานะระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ซึ่งแสดงถึงลักษณะสังคมที่มีระดับขั้นของญี่ปุ่น ภาษาพูดนั้นมีทั้งภาษากลางและสำเนียงของแต่ละท้องถิ่น เช่นสำเนียงคันไซ
ภาษาญี่ปุ่น:เป็นภาษาเดียวที่ใช้ทั่วประเทศ แต่ว่าจะมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะมีภาษาท้องถิ่นของตนเอง แต่จากจำนวนคนญี่ปุ่นที่มีมากกว่า 120 ล้านคน ทำให้ภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาที่มีผู้ใช้มากเป็นอันดับที่ 10 รองจากภาษาจีน , อังกฤษ , รัสเซียและอื่น ๆ
ภาษาอังกฤษ :จะใช้ได้บ้างก็เฉพาะในบริเวณสนามบิน โรงแรมใหญ่ ๆ หรือสถานที่ราชการบางแห่ง ที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับคนต่างชาติ แต่โดยทั่วไปแล้ว กล่าวได้ว่า คนญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีจะมีน้อยมาก เด็กนักเรียนญี่ปุ่นจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ เมื่ออยู่ชั้น ม.1 ( เกรด 7 ) และด้วยระบบการสอนที่เน้นการให้ข้อมูล การท่องจำเพื่อสอบแข่งขันมากกว่าการใช้ในชีวิตจริง จึงทำให้เด็กญี่ปุ่นไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่อาจจะเขียนและอ่านได้ดีกว่า ดังนั้น สำหรับชาวต่างชาติแล้ว หากไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลย ก็จะลำบากต่อการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมากทีเดียว
ตัวอักษร :ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลการเขียนตัวอักษรแบบจีน และวัฒนธรรมจีนมา ตั้งแต่เมื่อคริสตศตวรรษที่ 7 และ 8 ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากตัวหนังสือที่ใช้อยู่ 3 แบบคือ
แบบที่ 1 และแบบที่ 2 คือ ฮิรางานะ ( Hiragana ) และ คาตากานะ ( Katagana ) ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นในญี่ปุ่น จากการย่ออักษรจีนบางตัว ทั้งสองแบบมีตัวอักษรอย่างละ 46 ตัว และแสดงเสียงตามพยางค์
แบบที่ 3 คือคันจิ ( Kanji ) เป็นตัวอักษรจีน ซึ่งเป็นอักษรภาพที่แสดงความหมายในตัวเอง อักษรจีนที่ถูกใช้อยู่มีประมาณ 3,000 ตัว แต่จำนวนอักษรจีนที่ถูกระบุอย่างเป็นทางการ ว่าใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันมีเพียง 1,945 ตัวเท่านั้น
ในการเขียนประโยคต่าง ๆ จะใช้อักษรจีนผสมกับอักษรแบบฮิรางานะ สำหรับชื่อสถานที่ ชื่อเฉพาะอื่น ๆ ที่มาจากอเมริกา ยุโรป และประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อักษรแบบจีน รวมถึงคำศัพท์เทคนิคซึ่งยืมจากภาษาต่างประเทศ จะเขียนด้วยอักษรคาตะกานะ
ภาษาญี่ปุ่นอาจเขียนในแนวดิ่งจากข้างบนลงข้างล่างก็ได้ หรือจะเขียนตามขวางจากซ้ายไปขวาก็ได้

 
สกุลเงิน
เยน (ญี่ปุ่น: 円, สัญลักษณ์ ¥, รหัส ISO 4217 JPY) เป็นสกุลเงินของประเทศญี่ปุ่น โดยมีการใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยนิยมเก็บเป็นเงินสำรอง รองลงมาจาก ดอลลาร์สหรัฐ และ เงินยูโร คำว่าเยน ภาษาญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียงว่า เอน อย่างไรก็ตามการอ่านออกเสียง เยน ถือเป็นชื่อมาตรฐานใช้กันทั่วโลก สัญลักษณ์ลาตินคือ ¥ ในขณะที่คนญี่ปุ่นจะนิยมเขียนเป็นตัวอักษรคันจิว่า 円
เงินเหรียญที่ใช้มีตั้งแต่ 1, 5 , 10 , 50 , 100 และ 500 เยนตามลำดับ
ธนบัตรมีตั้งแต่ 1,000 , 2,000 , 5,000 และ 10,000 เยน
กฎหมายญี่ปุ่นระบุมิให้ร้านค้า ภัตตาคาร พาหนะขนส่งมวลชนสาธารณะ ธุรกิจบริการและพ่อค้า รับเงินสกุลต่างประเทศ ซึ่งคุณสามารถแลกเงินเยน ได้ที่ธนาคาร และสถานที่รับแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมทั้งผู้รับแลกเปลี่ยนซึ่งได้รับอนุญาตจากทางการ โดยคุณต้องนำพาสปอร์ตไปแสดงในการแลกเงินนี้ด้วย
ในเมืองใหญ่ ๆ เช่นโตเกียว โอซาก้า เกียวโต จะรับบัตรเครดิตของสถาบันการเงินชั้นนำ เช่น อเมริกันเอ็กซ์เพรส ไดเนอร์สคลับ มาสเตอร์การ์ด และวีซ่า โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่มสำหรับการใช้บัตร โดยร้านค้าและภัตตาคารที่ยอมรับบัตรเครดิต จะติดสติ๊กเกอร์บัตรเครดิตที่ยอมรับไว้หน้าร้าน
 
ศุลกากร
ผู้ที่เดินทางถึงกรุงปักกิ่งต้องกรอกแบบคนเข้าเมือง แบบศุลกากรและแบบสุขภาพอนามัย เมื่อเดินทางออกต่างประเทศต้อง จ่ายค่าภาษีสนามบิน 90 หยวน (ภายในประเทศ 50 หยวน)
จีนอนุญาตให้นำบุหรี่เข้าประเทศได้ 400 มวน สุรา 1 ลิตร เงินตราสกุลอื่นหากมีมากเกินกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องสำแดง
ผักและผลไม้ทุกชนิด หากไม่มีเอกสารรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไทยจะถูกห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด
ห้ามนำของเก่าอายุเกินกว่า 100 ปี งานศิลปะ ทองคำ ออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาต
ห้ามนำเข้า - ออกยาเสพติดทุกชนิด สิ่งพิมพ์ สื่อลามกอนาจาร และอาวุธสงคราม
การลักลอบขนยาเสพติด มีโทษถึงขั้นประหาร
 
แนะนำเมืองท่องเที่ยวแบ่งตามภูมิภาค
จากข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นส่วนหนึ่งได้กลายมาเป็นสถาน
ที่ท่องเที่ยวสำคัญๆอันเป็นเสน่ห์ของญี่ปุ่นที่ดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนกันอย่างไม่
ขาดสาย ด้วยความมั่งคั่งทางประวัติศาสตรและวัฒนธรรม ภูมิประเทศที่โดดเด่น ความเจริญก้าว
หน้าทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆของญี่ปุ่น อันประกอบด้วย ฮอกไกโด
(ภาคเหนือ) โตโฮกุ(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) คันโตะ(ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮอนชู)
จูบุ(ภาคกลางของเกาะฮอนชู)คันไซและชุโคกุ(ภาคตะวันตกของเกาะฮอนชู) คิวชูและโอกินาวา
(ภาคใต้ของเกาะฮอนชู)
 
 
   
ศาลากลางเมืองฮอกไกโด

ฮอกไกโด
ประกอบด้วยเมืองหลักๆ คือ ซัปโปโร ฮะโคดาเตะ อะซะฮิกาวะ ฟูระโน และโอตารุ

 
 
   
เซ็นได

โทโฮขุ
ประกอบด้วยเมืองหลักๆ คือ อะโอโมริ เซ็นได

 
 
   
ย่านกินซ่า - โตเกียว

จูบุู
ประกอบด้วยเมืองหลักๆ คือ โตเกียว โยโกฮาม่า คามาคุระ คาวาซากิ และชิบะ

 
 
   
พระพุทธรูปวัดโทไดจิ

คันโต
ประกอบด้วยเมืองหลักๆ คือ โอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ

 
 
   
สวนโคระคุเอ็น-โอคายาม่า

ชุโกกุ
ประกอบด้วยเมืองหลักๆ คือ ฮิโรชิมา โอคายาม่า และ คูราชิกิ

 
 
   
ปราสาทคุมาโมโตะ-คุมาโมโตะ

คิวชูและโอกินาวา
ประกอบด้วยเมืองหลักๆ คือ โออิตะ คุมาโมโตะ คากูชิมา นางาซากิ และ เกาะโอกินาวา

 
อ้างอิง: วิกีพีเดียสารานุกรมเสรี, องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
รูปภาพ: